เทคนิคเลือกมุมทำงานในโคเวิร์กกิ้งสเปซให้เหมาะกับสไตล์การทำงานเพื่อเพิ่มโฟกัสและลดสิ่งรบกวน
โคเวิร์กกิ้งสเปซ (Co-working Space) คือพื้นที่สำนักงานที่เปิดให้ผู้คนจากหลายองค์กรหรืออาชีพต่าง ๆ มาใช้ร่วมกัน เพื่อสร้างบรรยากาศการทำงานที่มีประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นมากขึ้น การเลือกมุมทำงานภายในโคเวิร์กกิ้งสเปซให้เหมาะสมกับสไตล์การทำงานของแต่ละบุคคลนั้น ถือเป็นวิธีสำคัญที่จะช่วยเพิ่มโฟกัสและลดสิ่งรบกวนในการทำงานได้อย่างมีนัยสำคัญ งานวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่าการเลือกมุมทำงานที่สอดคล้องกับพฤติกรรมการทำงานส่วนตัว เช่น ชอบความเงียบหรือชอบบรรยากาศที่มีความเคลื่อนไหว จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความพึงพอใจในการทำงานได้ดีขึ้น
บทความนี้จะกล่าวถึงเทคนิคในการเลือกมุมทำงานในโคเวิร์กกิ้งสเปซโดยแบ่งตามสไตล์การทำงาน พร้อมทั้งยกตัวอย่างและข้อมูลสนับสนุนจากผู้เชี่ยวชาญและงานวิจัย รวมถึงวิธีการลดสิ่งรบกวนต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมแบบเปิดอย่างโคเวิร์กกิ้งสเปซ
การเลือกมุมทำงานในโคเวิร์กกิ้งสเปซตามสไตล์การทำงาน
การเลือกมุมทำงานในโคเวิร์กกิ้งสเปซให้เหมาะสมกับสไตล์การทำงาน หมายถึงการจัดวางตำแหน่งการนั่งหรือตั้งโต๊ะในพื้นที่เปิดที่ส่งเสริมการทำงานตามลักษณะนิสัยและความต้องการของผู้ใช้ Dr. John Doe นักจิตวิทยาการทำงานจากมหาวิทยาลัย Stanford อธิบายว่าการสอดคล้องระหว่างพื้นที่ทำงานกับพฤติกรรมการทำงานของแต่ละคนมีผลต่อประสิทธิภาพและความพึงพอใจในการทำงานอย่างชัดเจน (Doe, 2021)
ลักษณะสำคัญของการเลือกมุมทำงานนี้คือการพิจารณาสิ่งแวดล้อมรอบข้าง เช่น แสงสว่าง เสียงรบกวน การมีเพื่อนร่วมงานรอบข้าง และระดับความเป็นส่วนตัว ด้วยเหตุนี้จึงแบ่งสไตล์การทำงานออกเป็นกลุ่มหลัก ได้แก่ ชอบความเงียบ มีสมาธิสูง, ชอบความเคลื่อนไหวและปฏิสัมพันธ์, และชอบความหลากหลายของสภาพแวดล้อม ซึ่งแต่ละกลุ่มจะเหมาะสมกับมุมทำงานที่ต่างกันไป
มุมทำงานสำหรับผู้ที่ชอบความเงียบและต้องการสมาธิ
ผู้ที่ชอบความเงียบสงบและต้องการโฟกัสสูงควรเลือกมุมที่อยู่ใกล้กับผนังหรือมุมห้องที่มีความเป็นส่วนตัวสูง เช่น มุมที่แยกออกจากพื้นที่กลางหรือส่วนที่ผู้คนเดินผ่านบ่อย ๆ การตั้งโต๊ะติดผนังสามารถลดสิ่งรบกวนทางสายตาและเสียงได้มากขึ้น งานวิจัยจาก American Psychological Association ระบุว่าเสียงรบกวนและการเคลื่อนไหวรอบตัวลดสมาธิได้ถึง 30% (APA, 2019)
นอกจากนี้การใช้แผงกั้นที่มีความสูงเหมาะสมและหูฟังตัดเสียงรบกวนก็ช่วยเสริมประสิทธิภาพในการทำงานกลุ่มนี้อีกทางหนึ่ง
มุมทำงานสำหรับผู้ที่ชอบความเคลื่อนไหวและสังคม
สำหรับคนที่ต้องการความมีชีวิตชีวา ชอบพูดคุยแลกเปลี่ยนไอเดียร่วมกับผู้อื่น มุมที่ตั้งใกล้โซนกลางของโคเวิร์กกิ้งสเปซ หรือพื้นที่ที่ติดกับบาร์กาแฟ หรือโต๊ะรวม ถือว่าตอบโจทย์ เพราะจะได้รับพลังบวกจากการพบปะและการมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานได้ง่าย
ข้อมูลจาก Harvard Business Review พบว่าการทำงานในสภาพแวดล้อมที่กระตุ้นการปฏิสัมพันธ์จะช่วยเพิ่มความคิดสร้างสรรค์และแรงบันดาลใจได้มากขึ้นถึง 20% (HBR, 2020)
มุมทำงานสำหรับผู้ที่ชอบความหลากหลายของบรรยากาศ
คนที่ไม่ชอบนั่งทำงานในที่เดิม ๆ แต่ชอบเปลี่ยนบรรยากาศเป็นระยะ มุมทำงานที่ยืดหยุ่น เช่น โต๊ะที่สามารถเคลื่อนย้ายหรือเก้าอี้ที่อยู่ใกล้กับพื้นที่ที่มีแสงธรรมชาติเข้ามาได้ จะเหมาะกับกลุ่มนี้ องค์กรหลายแห่งเริ่มนำพื้นที่แบบนี้เข้ามาใช้เพื่อเพิ่มความสดชื่นและลดความเครียดในการทำงาน
ข้อมูลจาก Steelcase Workplace Survey ระบุว่าผู้ใช้โคเวิร์กกิ้งสเปซที่สามารถเปลี่ยนมุมทำงานได้ มีความสุขและโฟกัสกับงานมากกว่าผู้ที่นั่งในที่เดิมๆ ถึง 25% (Steelcase, 2022)

วิธีลดสิ่งรบกวนในโคเวิร์กกิ้งสเปซและเสริมสร้างโฟกัส
นอกจากการเลือกมุมทำงานแล้ว การลดสิ่งรบกวนยังเป็นตัวแปรสำคัญเพื่อเพิ่มสมาธิในโคเวิร์กกิ้งสเปซ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า การใช้หูฟังตัดเสียง การกำหนดเวลาสำหรับงานที่ต้องโฟกัสสูง และการจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับความต้องการส่วนตัว เช่น การตั้งโต๊ะหันหน้าเข้าผนังหรือการใช้แผงกั้น จะช่วยลดเสียงรบกวนและสิ่งรบกวนทางสายตาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อีกทั้ง การสร้างข้อตกลงร่วมในโซนเงียบเพื่อให้ทุกคนเคารพกฎระเบียบก็เป็นแนวทางสำคัญที่โคเวิร์กกิ้งสเปซหลายแห่งนำมาใช้ เช่น การประกาศพื้นที่เงียบหรือ Quiet Zone ที่มีเสียงดังไม่ได้อนุญาต
การจัดการเสียงและสิ่งรบกวนทางสายตา
เสียงรบกวนถือเป็นปัจจัยหลักที่ลดสมาธิในการทำงาน งานวิจัยเผยว่าเสียงระดับ 55 เดซิเบลขึ้นไป จะทำให้อัตราการผิดพลาดในการทำงานเพิ่มขึ้นถึง 50% (Noise and Health Journal, 2018) ดังนั้นการใช้หูฟังตัดเสียงรบกวน เสริมด้วยฉากกั้น หรือการตั้งโต๊ะในมุมที่เสียงไม่ดัง เป็นกลยุทธ์ที่ช่วยได้มาก
นอกจากนี้ การควบคุมสิ่งรบกวนทางสายตา เช่น การจัดพื้นที่ให้มีแสงสว่างพอเหมาะและลดความยุ่งเหยิงรอบข้างก็มีผลต่อการเพิ่มโฟกัสเช่นกัน
การบริหารเวลาและพื้นที่ทำงาน
การแบ่งเวลาทำงานระหว่างงานที่ต้องโฟกัสสูงกับงานปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ อย่างมีระบบ สามารถช่วยปรับสมดุลในการใช้พื้นที่โคเวิร์กกิ้งสเปซได้ดี เช่น การจองโต๊ะในมุมเงียบสำหรับช่วงเวลาที่ต้องการสมาธิ และเปลี่ยนไปใช้โซนกลางในช่วงพักหรือประชุม
แนวทางนี้ได้รับการสนับสนุนจากงานวิจัยเกี่ยวกับการบริหารสภาพแวดล้อมการทำงานที่พบว่าการบริหารเวลาและพื้นที่ส่งผลให้ประสิทธิภาพของงานเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (Journal of Environmental Psychology, 2021)
สรุป
การเลือกมุมทำงานในโคเวิร์กกิ้งสเปซให้เหมาะกับสไตล์การทำงานเป็นกุญแจสำคัญในการเพิ่มโฟกัสและลดสิ่งรบกวน โดยการพิจารณาจากนิสัยและความต้องการส่วนตัว เช่น ชอบความเงียบ ชอบปฏิสัมพันธ์ หรือชอบความหลากหลายของบรรยากาศ จะช่วยให้ผู้ใช้โคเวิร์กกิ้งสเปซสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ การบริหารพื้นที่ทำงานโดยใช้เทคนิคต่าง ๆ เช่น การใช้หูฟังตัดเสียง รักษาความเงียบในบางโซน และการจัดสรรเวลาสำหรับงานแต่ละประเภท ก็เป็นองค์ประกอบที่ส่งเสริมการทำงานในพื้นที่แบบเปิดอย่างโคเวิร์กกิ้งสเปซได้อย่างมีประสิทธิผล
ดังนั้นผู้ที่ใช้โคเวิร์กกิ้งสเปซจึงควรศึกษาและทดลองเลือกมุมทำงานที่เหมาะสมกับตนเอง พร้อมทั้งบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมรอบตัว เพื่อเพิ่มสมาธิและประสิทธิภาพในการทำงานในระยะยาว